ในวันนี้มุสลิมได้เผชิญกับเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ เหมือนกับชาวอะหรับได้เผชิญมาในช่วงแรก มุสลิมบางคนอาจจะไม่ประจักษ์รู้ถึงธรรมชาติและการเชื่อมโยงกับธรรมชาติแห่งความเป็นอยู่นี้
พวกเขาไม่หยั่งคิดถึงความสัจจริงที่แฝงอยู่ในนั้นในการที่พวกเขาจะรู้ว่ามันเป็นอีกซีกหนึ่งจากความสัจจริงที่แฝงอยู่ในการสร้างความเป็นอยู่นี้ และพวกเขาจะไม่นำมาซึ่งร่องรอยของมันที่เป็นจริงตามปัจจุบันกาลในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติและในเส้นทางการเดินของมันที่ยาวไกล พวกเขาเพียงพึ่งการมองการณ์และทฤษฎีส่วนตัวโดยไม่พึ่งมโนทัศน์แห่งอิสลาม
ถึงกระนั้นก็ตาม หากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแผนการล่อด้วยคำหวาน เป็นดั่งนกกระทาที่รักความสงบเนื่องจากการรุกรานทางความคิดของกระแสความคิดแบบญาฮิลียะฮฺ แท้จริงสิงห์จากเหล่านักเผยแผ่อิสลามได้ประจักษ์รู้ซึ้งแล้ว ... และเรากำลังเอียงหูฟังเสียงเพลงอันสูงส่งในการเดินทางอันประเสริฐของพวกเขา
พวกเราเป็นผู้สืบทอดจากผู้ที่ให้ทางนำแก่ประชาชาติ
พวกเราคือความมหัศจรรย์ที่ซ่อนเร้น ณ สัจธรรม
พระอาทิตย์ยังคงแผ่รัศมีของพวกเรา
ในก้อนเมฆของเรามีฟ้าแลบและแสงไฟ
ตัวเราคือกระจกของสัจธรรมและจงรู้เถิดว่า
หลักฐานแห่งสัจธรรมนั้นคือการมีอยู่ของมุสลิม [2]
นั้นแหล่ะคือการหยั่งรู้และการตื่นตัว...
หลักฐานแห่งสัจธรรมนั้นคือ การมีอยู่ของมุสลิม
การมีอยู่ของมุสลิมนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นของประวัติศาสตร์ไม่ว่าในอดีตและปัจจุบันและแท้จริงมันเป็นสิ่งที่ต้องบังเกิดขึ้นที่จะดำเนินไปจนกระทั่งถึงวันอาคิเราะฮฺ
(สัจธรรมคือแกนหลักของการมีอยู่นี้ ดังนั้นหากมันเบี่ยงเบนจากสิ่งนั้นมันก็จะสั่นคลอนและพินาศ คำตรัสอัลลอฮซึ่งมีความว่า
“หากว่าสัจธรรมนั้นสอดคล้องอารมณ์ฝ่ายต่ำของพวกเขาแล้วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นจะต้องเสียหายอย่างแน่นอน (คือระบบของโลกทั้งมวล) ณ ที่นั่นสัจธรรมจะต้องบังเกิดขึ้นและสิ่งอธรรมจะต้องมลายลงถึงแม้ว่าสภาพการณ์จะไม่ปรากฏมาอย่างนี้แต่ทว่าบั้นปลายของมันจะต้องเปิดเผยอย่างชัดเจน”
[1] ฟี ซลาลิลกุรอาน 23/107 .
[2] อิกบาล หนังสือประพันธ์(อัลอัสรอร วา อัรรุมุซ) หน้า 67















